ย้อนรอยประวัติศาสตร์: ชีวิตประจำวันของคนไทยสมัย รัชกาลที่ 5

ถ้าย้อนกลับไปสักร้อยกว่าปีที่แล้ว ในช่วง รัชกาลที่ 5 หรือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เชื่อเลยว่าชีวิตของคนไทยไม่เหมือนกับทุกวันนี้แน่ๆ ทั้งการกิน การแต่งตัว การเดินทาง หรือแม้กระทั่งวิถีชีวิตประจำวัน ล้วนมีเสน่ห์ในแบบเรียบง่าย แต่ก็ค่อยๆ ปรับตัวเข้าสู่ความเป็น “สมัยใหม่” มากขึ้นเพราะช่วงนั้นประเทศกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างแรง

รัชกาลที่ 5

การกินอยู่แบบบ้านๆ แต่เต็มไปด้วยเสน่ห์

พูดถึงเรื่องอาหารก่อนเลย คนไทยสมัยนั้นยังคงพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก อาหารหลักๆ ก็คือข้าวเจ้า โดยเฉพาะข้าวสวยร้อนๆ จากเตาฟืน เสิร์ฟคู่กับแกงส้ม แกงเลียง น้ำพริก หรือปลาแม่น้ำที่หาจับได้ใกล้บ้าน ผักก็เก็บเอาจากสวนครัวหลังบ้าน ไม่ต้องไปซูเปอร์มาร์เก็ตเหมือนสมัยนี้

มื้อเช้าคนไทยมักจะกินง่ายๆ อย่างข้าวต้มกับปลาเค็ม หรือข้าวเหนียวกับหมูปิ้ง ส่วนมื้อเย็นก็อาจจะเป็นแกงเผ็ดกับข้าวร้อนๆ กินกันทั้งบ้านแบบพร้อมหน้า โต๊ะอาหารก็ไม่มีเก้าอี้หรูหรา ส่วนใหญ่ก็นั่งกับพื้น กินข้าวในขันหรือโตกไม้ไผ่ ดูอบอุ่นไปอีกแบบ

การแต่งกาย: ผ้าซิ่น ผ้าโจงกระเบน คือแฟชั่นประจำชาติ

ถ้าเทียบกับปัจจุบันที่มีเสื้อยืด กางเกงยีนส์ สมัยนั้นผู้ชายไทยนิยมใส่โจงกระเบนกับเสื้อราชปะแตน (เสื้อที่รัชกาลที่ 5 โปรดให้ใช้แทนเสื้อแบบฝรั่ง แต่ยังมีความเป็นไทยอยู่) ถือว่าโก้สุดๆ ส่วนผู้หญิงก็มักจะนุ่งผ้าซิ่นตัดเย็บสวยๆ คู่กับเสื้อแขนกระบอกหรือเสื้อคอตั้งที่ดูสุภาพ

แฟชั่นการไว้ผมก็เปลี่ยนไปเยอะเหมือนกัน เด็กสาวสมัยนั้นนิยมตัดผมสั้นแบบ “ผมดอกกระทุ่ม” คือสั้นเสมอติ่งหู ดูคล่องตัวดี ส่วนสาวรุ่นใหญ่ก็ปล่อยผมยาวเกล้ามวยเรียบร้อย ซึ่งถ้ามองจากมุมปัจจุบัน บอกเลยว่าดูเก๋าและมีเสน่ห์ไปอีกแบบ

การเดินทาง: จากเกวียนสู่รถราง

ก่อนหน้าจะมีถนนใหญ่ๆ และรถยนต์ คนไทยสมัยรัชกาลที่ 5 ใช้การเดินเท้า เดินเรือ หรือใช้เกวียนเป็นหลัก ใครที่อยู่ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยาหรือคลองต่างๆ ก็สะดวกหน่อย เพราะการเดินทางโดยเรือเร็วกว่าและง่ายกว่า

จนกระทั่งรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างทางรถไฟสายแรก กรุงเทพฯ – อยุธยา และยังมีรถรางที่ลากด้วยม้าในกรุงเทพฯ ถือเป็นการเปลี่ยนโฉมการเดินทางของคนไทยให้ทันสมัยขึ้นแบบก้าวกระโดด

บ้านเรือน: เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยชีวิต

บ้านไทยสมัยนั้นมักเป็นบ้านไม้ยกพื้นสูง หลังคามุงจากหรือกระเบื้องแบบพื้นบ้าน ใต้ถุนบ้านเอาไว้เก็บของหรือเลี้ยงสัตว์อย่างไก่ วัว ควาย ข้างๆ บ้านก็จะมีสวนครัวเล็กๆ ไว้ปลูกพริก มะเขือ ตะไคร้ กินเองไม่ต้องซื้อหา

คนในครอบครัวก็มักจะอยู่กันหลายรุ่น ปู่ย่าตายาย พ่อแม่ ลูกหลาน อยู่ด้วยกันหมด เรียกได้ว่าบ้านคือศูนย์กลางของชีวิตจริงๆ ซึ่งต่างจากปัจจุบันที่หลายครอบครัวแยกย้ายอยู่คอนโดหรือบ้านเดี่ยวเล็กๆ

การศึกษา: จากวัดสู่โรงเรียนสมัยใหม่

ก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 เด็กๆ ส่วนใหญ่จะเรียนหนังสือจากวัด พระเป็นครูสอนหนังสือ ใช้ใบลานหรือสมุดไทยเป็นอุปกรณ์ แต่พอถึงรัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงปฏิรูปการศึกษา จัดตั้งโรงเรียนแบบตะวันตกขึ้น เช่น โรงเรียนสวนกุหลาบ และต่อมาเกิดโรงเรียนอีกหลายแห่ง เด็กๆ ได้เรียนวิชาคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และวิชาสมัยใหม่มากขึ้น

ถือว่าเป็นการเปลี่ยนชีวิตประจำวันของเด็กไทยจากการท่องหนังสือบาลีในวัด มาเป็นการเรียนรู้เพื่อก้าวทันโลกตะวันตก

ความบันเทิงและงานวัด

ถ้าถามว่าคนสมัยนั้นทำอะไรยามว่าง บอกเลยว่างานวัดคือที่สุด! เพราะนอกจากจะได้ไปทำบุญไหว้พระแล้ว ยังมีกิจกรรมสนุกๆ อย่างการละเล่นพื้นบ้าน มหรสพ ลิเก โขน หนังใหญ่ ไปจนถึงการชิงช้าสวรรค์แบบพื้นบ้าน

งานวัดไม่ใช่แค่ความสนุก แต่ยังเป็นโอกาสพบปะสังสรรค์ของคนในชุมชน ใครโสดก็มีโอกาสเจอคู่ในงานวัดนี่แหละ เรียกว่าเป็น Tinder เวอร์ชันโบราณเลยก็ว่าได้

สุขภาพและการแพทย์

ในสมัยนั้นการแพทย์ยังไม่ทันสมัยเหมือนปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ยังใช้สมุนไพรพื้นบ้านในการรักษาโรค เช่น ต้มฟ้าทะลายโจร แก้ไข้ หรือใช้ไพลพอกแก้ฟกช้ำ แต่ในยุครัชกาลที่ 5 ก็เริ่มมีการนำแพทย์แผนตะวันตกเข้ามา เช่น การตั้งโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกของประเทศไทย

นี่คือก้าวสำคัญที่ทำให้การดูแลสุขภาพของคนไทยเปลี่ยนจากการพึ่งพาความเชื่อและสมุนไพร มาเป็นการแพทย์ที่มีหลักวิทยาศาสตร์รองรับ

การทำงานและเศรษฐกิจ

วิถีชีวิตของคนส่วนใหญ่ยังคงพึ่งเกษตรกรรม ทำนา ทำสวน ทำไร่ ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ ใครอยู่ใกล้แม่น้ำก็ทำประมงเป็นอาชีพเสริม แต่พอรัชกาลที่ 5 ทรงเปิดประเทศมากขึ้น การค้าขายกับต่างชาติเริ่มคึกคัก ทำให้คนไทยบางส่วนหันมาทำการค้าขาย นำเข้าสินค้าใหม่ๆ เช่น ผ้า เครื่องใช้ หรือแม้แต่กาแฟ

ตรงนี้แหละที่ทำให้เมืองกรุงเทพฯ เริ่มมีความเป็น “เมืองหลวงสมัยใหม่” มากขึ้น

บรรยากาศสังคมในยุคเปลี่ยนผ่าน

ชีวิตประจำวันของคนไทยสมัยรัชกาลที่ 5 เรียกได้ว่าเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริง จากความเป็นบ้านๆ เรียบง่าย ก้าวสู่สังคมที่มีความทันสมัยตามแบบตะวันตก แต่ถึงอย่างนั้น คนไทยก็ยังคงรักษาความเป็นไทยไว้ได้ เช่น การไหว้ การเคารพผู้ใหญ่ และการใช้ชีวิตแบบมีน้ำใจ

บรรยากาศในกรุงเทพฯ ก็เริ่มคึกคัก มีถนนหนทางตัดใหม่ มีการใช้ไฟฟ้าและโทรเลขเข้ามา คนเริ่มรับรู้ข่าวสารได้เร็วขึ้น เรียกได้ว่าถ้าคุณเกิดในยุคนั้น คุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงรอบตัวทุกปีเลยทีเดียว

บทสรุป

ถ้าให้สรุปสั้นๆ ชีวิตประจำวันของคนไทยในสมัย รัชกาลที่ 5 คือการผสมผสานระหว่างความเรียบง่ายแบบบ้านๆ กับความล้ำสมัยที่เริ่มเข้ามาจากตะวันตก เราได้เห็นการเปลี่ยนจากเรือสู่รถราง จากวัดสู่โรงเรียน จากสมุนไพรสู่โรงพยาบาล และจากบ้านไม้สู่สังคมเมือง

การย้อนกลับไปมองยุคนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของความทรงจำ แต่ยังทำให้เราเห็นว่าความเจริญที่เรามีทุกวันนี้ มันเริ่มต้นมาจากรากฐานในยุครัชกาลที่ 5 นี่เอง

นอกจากนี้ ในสมัยรัชกาลที่ 5 คนไทยก็เริ่มรู้จัก “ลอตเตอรี่” กันแล้วนะครับ เพราะพระองค์ทรงนำเข้ามาเพื่อหารายได้เข้ารัฐ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้การเสี่ยงโชคแบบนี้ได้รับความนิยมจนถึงปัจจุบัน เรียกได้ว่าคนไทยในยุคนั้นก็สนุกกับการลุ้นเหมือนพวกเราสมัยนี้นี่แหละ 

ถ้าใครกำลังมองหาที่เล่นหวยยุคใหม่ที่ทั้งสะดวก ปลอดภัย และจ่ายจริง ผมแนะนำ Global Lotto เลยครับ เว็บหวยออนไลน์ที่รวมทุกความสนุกแบบครบวงจร มีอัตราจ่ายสูง เล่นง่ายไม่ซับซ้อน กดเล่นผ่านมือถือได้ทุกที่ทุกเวลา